Home arrow News Update arrow ข่าวในประเทศ arrow ดูกัน...สารพัดเทคนิควิธีตรวจเชื้อ "ไข้หวัดใหญ่"
Thursday, 21 August 2014
Home
About us
News Update
Previous News
Research
E-Learning
FAQs
Activity
Event
Newsletter
Advanced Search
Links
Contact us
ผู้เข้าชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 53 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ผู้เยี่ยมชม: 20443668

NEWS Update
 
Welcome to www.safetybio.agri.kps.ku.ac.th


ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ www.safetybio.agri.kps.ku.ac.th  หรือชื่อเว็บไซด์เดิมคือ www.safetybio.com แหล่งข้อมูลข่าวสาร และความรู้เกียวกับความปลอดถัยทางชีวภาพ พร้อมทั้งเป็นแหล่งกระจายความรู้เกียวกับเทคโนโลยีชีวภาพ 

เป้าหมายหลักของเราคือ เป็นสื่อกลางที่ส่งเสริมให้เกิดความรู้ความเข้าใจใน ความปลอดภัย ของเทคโนโลยีชีวภาพ
ดูกัน...สารพัดเทคนิควิธีตรวจเชื้อ "ไข้หวัดใหญ่" PDF พิมพ์
เขียนโดย admin   
Monday, 25 May 2009

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 พฤษภาคม 2552 15:40 น.

การระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ส่งผลให้เกิดความพยายามพัฒนาเทคนิคในการตรวจโรคอุบัติใหม่ชนิดนี้ให้รู้ผลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เพื่อยับยั้งการแพร่กระจาย แต่ก่อนที่จะมีชุดตรวจที่ทำได้สะดวกรวดเร็วกว่าเดิม แต่ให้ผลแม่นยำไม่ต่างกัน แพทย์และนักวิทยาศาสตร์เขาเคยใช้วิธีการตรวจแบบใดกันบ้าง ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ อาสาพาไปทำความรู้จักเทคนิคเหล่านั้นกัน พร้อมทั้งชุดตรวจไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฝีมือคนไทย
       
       นับตั้งแต่ไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ (Influenza A) สายพันธุ์ใหม่ 2009 หรือ สายพันธุ์ เอช1เอ็น1 2009 (H1N1 2009) เริ่มระบาดขึ้นในประเทศเม็กซิโก เมื่อประมาณกลางเดือน มี.ค. 52 ที่ผ่านมา และลุกลามไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวม 40 ประเทศ ภายในระยะประมาณ 2 เดือน ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 8,000 ราย รวมทั้งประเทศไทยด้วย
       
       ทว่าอัตราการเสียชีวิตยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.5% จึงนับว่ายังไม่รุนแรงมากเท่าโรคอุบัติใหม่ที่ผ่านมา
       
       แต่ท่ามกลางวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ เพราะทำให้นักวิจัยไทยได้แสดงความสามารถในการพัฒนาชุดตรวจหรือเทคนิคการตรวจวินิจฉัยโรคไข้หวัดใหญ่ H1N1 2009 ที่ถูกต้อง แม่นยำ ทำได้รวดเร็ว และเสียค่าใช้จ่ายน้อยลงกว่าเดิม เพื่อให้สามารถควบคุมและป้องกันได้ทันท่วงทีหากมีการระบาดเข้ามาในประเทศไทย
       
       จาก "สตริปเทสต์" สู่ "เรียลไทม์พีซีอาร์"
       
       ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ ได้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ไปยัง รศ.ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าหน่วยไวรัสวิทยาและจุลชีววิทยาโมเลกุล คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เกี่ยวกับพัฒนาการของการตรวจวินิจฉัยโรคไข้หวัดใหญ่ ได้รับคำอธิบายว่า แต่เดิมก่อนที่จะมีการระบาดของโรคซาร์ส (SARS) หรือโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงเมื่อหลายปีก่อน โรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลและการตรวจวินิจฉัยไม่ใช่ปัญหาใหญ่เหมือนเช่นทุกวันนี้
       
       วิธีการตรวจวินิจฉัยในเบื้องต้น ทำได้โดยการใช้ชุด "สตริปเทสต์" (Strip test) หรือ "ราพิดเทสต์" (rapid test) ที่ใช้เวลาตรวจสิ่งส่งตรวจหรือน้ำคัดหลั่งจากโพรงจมูกของผู้ป่วย เพียง 15-20 นาที ก็รู้ผลว่าเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ (Influenza A) หรือไข้หวัดใหญ่ชนิดบี (Influenza B)
       
       จากนั้นจึงตรวจยืนยันด้วยเทคนิคพีซีอาร์ (PCR) อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งใช้เวลาราว 7-8 ชั่วโมง โดยการเพิ่มปริมาณดีเอ็นเออย่างรวดเร็ว และแยกดีเอ็นเอด้วยกระแสไฟฟ้าบนแผ่นวุ้น จะสามารถบอกได้เลยว่า เป็นโรคไข้หวัดใหญ่ที่เกิดจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใด เช่น เอช1เอ็น1 (H1N1) ที่กำลังระบาด หรือ เอช3เอ็น2 (H3N2) ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล
       
       ทว่าเมื่อเวลาในการวินิจฉัยกลายเป็นข้อจำกัด นักวิทยาศาสตร์จึงพัฒนาเครื่องเรียลไทม์พีซีอาร์ (real time PCR) ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าพีซีอาร์ธรรมดา โดยสามารถตรวจได้รวดเร็วกว่า และทำได้หลายตัวอย่างพร้อมกัน ซึ่งประเทศไทยเริ่มนำเครื่องเรียลไทม์พีซีอาร์เข้ามาใช้ ในการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ ตั้งแต่มีการระบาดของโรคซาร์ส จนกระทั่งปัจจุบันนี้โรงพยาบาลเกือบทุกแห่งก็มีเครื่องมือชนิดนี้ไว้ในงาน
       
       หลักการของเรียลไทม์พีซีอาร์คล้ายกับพีซีอาร์ธรรมดา คือการเพิ่มปริมาณอาร์เอ็นเอของไวรัส ด้วยวิธีอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) และอาศัยหลักการทางอณูชีววิทยา โดยใช้โพรบ (Probe) หรือดีเอ็นเอตรวจติดตาม เพื่อทำปฏิกิริยากับอาร์เอ็นเอของไวรัสอย่างจำเพาะ ทำให้ทราบได้ว่า อาร์เอ็นเอตัวอย่างนั้นเป็นของไวรัสสายพันธุ์ใด ซึ่งใช้เวลาประมาณ 4-7 ชั่วโมง จึงสะดวกและวินิจฉัยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 
       
       "ไพโรซีเควนเซอร์" แยกแยะสายพันธุ์ไวรัส พร้อมให้ข้อมูลการกลายพันธุ์
       
       เนื่องจากข้อจำกัดบางประการของเทคนิคเรียลไทม์พีซีอาร์ จึงมีการพัฒนาเทคนิคที่เรียกว่า "ไพโรซีเควนซิง" (Pyrosequencing) ที่ช่วยในการถอดรหัสพันธุกรรมของดีเอ็นเอสายสั้นๆ โดยเฉพาะสารพันธุกรรมของไวรัส ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเครื่องไพโรซีเควนเซอร์ (Pyrosequencer) และน้ำยาสำหรับตรวจที่มีไพรเมอร์ (Primer) หรือดีเอ็นเอเริ่มต้น ในการถอดรหัสดีเอ็นเอของตัวอย่างที่ต้องทราบ
       
       ทั้งนี้ รศ.ดร.วสันต์ ได้พัฒนาไพรเมอร์และน้ำยาสำหรับตรวจวินิจฉัยไข้หวัดใหญ่แบบครบวงจร จึงทำให้ทราบได้ว่า เป็นไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเอสายพันธุ์ใด พร้อมทั้งตำแหน่งของดีเอ็นเอที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อเกิดการกลายพันธุ์ ซึ่งอาจส่งผลให้เชื้อชนิดนี้ดื้อยาได้
       
       เทคนิคไพโรซีเควนซิงได้เปรียบเรียลไทม์พีซีอาร์ตรงที่เป็นการอ่านรหัสพันธุกรรมของไวรัสโดยตรง ทำให้สามารถชี้ชัดสายพันธุ์ของไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเอได้เกือบทั้งหมด ทั้งไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ไข้หวัดนก และไข้หวัดใหญ่ H1N1 2009 รวมทั้งโอกาสการดื้อยา
       
       ขณะที่เรียลไทม์พีซีอาร์ จะอาศัยการจับกันอย่างจำเพาะของสารพันธุกรรมของไวรัสกับดีเอ็นเอตรวจติดตา ซึ่งสามารถแยกแยะสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสได้ทีละ 2-3 สายพันธุ์เท่านั้น และไม่สามารถบอกได้ว่ากลายพันธุ์หรือไม่
       
       แต่เครื่องไพโรซีเควนซิงก็ยังมีราคาแพงมากกว่า และในประเทศไทยมีอยู่เพียงไม่กี่เครื่องเท่านั้น แต่ทั้ง 2 วิธีนี้ใช้เวลาตรวจประมาณ 4-7 ชั่วโมง และค่าใช้จ่ายประมาณ 500 บาท ต่อ 1 ตัวอย่าง โดยมีความไวแค่ 10 อนุภาคของไวรัส (หรือใช้ตัวอย่างเชื้อเพียง 10 ตัว) และมีความแม่นยำสูงมากจนเกือบ 100%
       
       ชุดตรวจไข้หวัดใหญ่พันธุ์ใหม่ สะดวกใช้ภาคสนาม
       
       อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะตรวจด้วยวิธีเรียลไทม์พีซีอาร์ หรือไพโรซีเควนซิงก็ต้องอาศัยเครื่องมือราคาแพง และทำได้ในห้องปฏิบัติการเท่านั้น จึงได้มีการพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่สะดวกแก่การใช้งานนอกสถานที่และไม่ต้องพึ่งพาเครื่องมือขั้นสูงใดๆ โดยทีมวิจัยของ ผศ.ดร.ปิยะศักดิ์ ชอุ่มพฤกษ์ อาจารย์ประจำห้องปฏิบัติการทรานสเจนิคเทคโนโลยีในพืชและไบโอเซ็นเซอร์ ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีชื่อเรียกว่า ซียูดีเทค (CU-DETECT) ซึ่งเป็นผลงานการพัฒนาร่วมกับคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
       
       ผู้ทำการตรวจ จะต้องสกัดอาร์เอ็นเอของไวรัสต้องสงสัยจากน้ำมูกหรือน้ำลายของผู้ป่วย ด้วยชุดสำเร็จรูปสกัดอาร์เอ็นเอที่ใช้กันอยู่แล้ว จากนั้นนำอาร์เอ็นเอที่สกัดได้จำนวน 2 ไมโครลิตร ใส่เข้าไปในในชุดตรวจซียูดีเทค ซึ่งเป็นหลอดบรรจุน้ำยาสำเร็จรูปที่มีตัวจับดีเอ็นเอ (DNA binder) ที่จำเพาะต่อเชื้อไวรัส H1N1 2009 แล้วบ่มที่อุณหภูมิ 63 องศาเซลเซียสประมาณ 40-60 นาที เพื่อให้เกิดการทำปฏิกิยาเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมของไวรัส และปฏิกิริยาระหว่างอาร์เอ็นเอของเชื้อไวรัส H1N1 2009 กับดีเอ็นเอไบเดอร์
       
       สังเกตผลจากการเรืองแสงของสารในหลอด ภายใต้แสงยูวีหรือเครื่องตรวจธนบัตรปลอมและดูด้วยตาเปล่า หากมีการเรืองแสงสีเขียว (สีที่เรืองแสงขึ้นอยู่กับ DNA binder ที่ใช้) แสดงว่าเป็นเชื้อ H1N1 2009 แต่หากไม่มีการเรืองแสงใดๆ เลย แสดงว่าเป็นเชื้อไวรัสชนิดอื่น โดยมีความไวแม้มีเชื้อไวรัสเพียง 10 อนุภาค ซึ่งเทคนิคนี้ นักวิจัยพัฒนามาจากเทคนิคในการตรวจวิเคราะห์สารก่อภูมิแพ้หรือดีเอ็นเอแปลกปลอมในอาหารที่มีความเชี่ยวชาญอยู่ก่อนแล้ว 
       
       ระบาดแค่ 2 เดือน ก็แจ้งเกิดเทคนิคใหม่ตรวจหวัดใหญ่ 2009
       
       จากที่กล่าวมาข้างต้น เป็นส่วนหนึ่งของเทคนิคการตรวจวินิจฉัย โรคไข้หวัดใหญ่ H1N1 2009 ที่พัฒนาขึ้นโดยนักวิจัยไทย ขณะที่นานาประเทศก็มีการพัฒนาเทคนิคเหล่านี้ขึ้นมาใช้ด้วยเช่นกัน แต่จากประสบการณ์ของโรคอุบัติใหม่ที่ผ่านมา ทั้งโรคซาร์สและไข้หวัดนก รวมทั้งเทคนิคการตรวจวินิจฉัยหรือการทดสอบในห้องปฏิบัติการที่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ ทำให้การพัฒนาวิธีตรวจวินิจฉัยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วทันการณ์
       
       จากวิธีการตรวจวินิจฉัยไข้หวัดใหญ่แบบดั้งเดิมจนถึงเทคนิคใหม่ล่าสุด ทีมข่าววิทยาศาสตร์ได้แยกให้ดูว่า แต่ละวิธีมีจุดเด่นหรือข้อจำกัดกันอย่างไรบ้าง
       
       
       สตริพเทสต์ หรือ ราพิดเทสต์
       
       เวลาในการตรวจ : 15-20 นาที
       ความแม่นยำ : 50-70%
       ค่าใช้จ่ายต่อ 1 ตัวอย่าง : 200-300 บาท
       จุดเด่น : ราคาถูก, ทำได้รวดเร็ว
       ข้อจำกัด : บอกได้แค่ว่าเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ชนิดเอหรือบีได้เท่านั้น, ความแม่นยำไม่สูงมาก, ต้องทำให้ห้องปฏิบัติการชีวนิรภัยระดับ 3
       
       พีซีอาร์
       
       เวลาในการตรวจ : 7-8 ชั่วโมง
       ความแม่นยำ : 100%
       ค่าใช้จ่ายต่อ 1 ตัวอย่าง : 300-400 บาท
       จุดเด่น : ผลการตรวจแม่นยำ, เครื่องพีซีอาร์มีใช้อย่างแพร่หลายในโรงพยาบาลทั่วไป
       ข้อจำกัด : ใช้เวลานาน จึงไม่นิยมใช้เพื่อตรวจวินิจฉัยโรคที่ต้องการความเร่งด่วน
       
       เรียลไทม์พีซีอาร์
       
       เวลาในการตรวจ : 4-7 ชั่วโมง
       ความแม่นยำ : 100%
       ค่าใช้จ่ายต่อ 1 ตัวอย่าง : 500 บาท
       จุดเด่น : ความไวสูง, ผลการตรวจแม่นยำ, ใช้เวลาไม่นาน, ทำได้หลายสิบตัวอย่างพร้อมกัน (ขึ้นอยู่กับเครื่องเรียบไทม์พีซีอาร์แต่ละรุ่น)
       ข้อจำกัด : แยกแยะเชื้อไวรัสได้ครั้งละ 1-2 สายพันธุ์ เท่านั้น, เครื่องเรียลไทม์พีซีอาร์ราคาสูง 2-4 ล้านบาท แต่มีใช้ทั่วไปในโรงพยาบาลขนาดใหญ่
       
       ไพโรซีเควนซิง
       
       เวลาในการตรวจ : 4-7 ชั่วโมง
       ความแม่นยำ : 100%
       ค่าใช้จ่ายต่อ 1 ตัวอย่าง : 500 บาท
       จุดเด่น : ความไวสูง, ผลการตรวจแม่นยำ, ใช้เวลาไม่นาน, ทำได้มากถึง 90 ตัวอย่างพร้อมกันแยกแยะสายพันธุ์ไวรัสไข้หวัดใหญ่ H1N1 2009 และไข้หวัดใหญ่ชนิดเอได้เกือบทั้งหมด, บอกตำแหน่งการกลายพันธุ์และโอกาสการดื้อยาได้
       ข้อจำกัด : เครื่องไพโรซีเควนเซอร์มีราคาสูงประมาณ 5 ล้านบาท และในประเทศไทยมีใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรคเพียงไม่กี่เครื่องเท่านั้น
       
       ชุดตรวจ "ซียูดีเทค"
       
       เวลาในการตรวจ : ไม่เกิน 1 ชั่วโมง
       ความแม่นยำ : เทียบเท่าวิธีมาตรฐาน
       ค่าใช้จ่ายต่อ 1 ตัวอย่าง : 350 บาท (ชุดน้ำยาตรวจของซียูดีเทค 150 บาท และ ชุดสกัดอาร์เอ็นเอ 200 บาท)
       จุดเด่น : ใช้งานง่าย, ความแม่นยำสูง, ค่าใช้จ่ายไม่แพง, ประหยัดเวลา, สะดวกในการใช้ภาคสนาม, ไม่ต้องอาศัยเครื่องมือราคาสูงในการตรวจวิเคราะห์
       ข้อจำกัด : ตรวจได้เฉพาะเชื้อไข้หวัดใหญ่ H1N1 2009 หากเป็นสายพันธุ์อื่นจะไม่สามารถบอกได้
       
       นอกจากเทคนิคและชุดตรวจที่กล่าวมา ในประเทศไทยมีหลายสถาบันที่สามารถตรวจวินิจฉัยโรคไข้หวัดใหญ่ H1N1 2009 ที่ให้ผลการตรวจถูกต้องแม่นยำในเวลาไม่เกิน 24 ชม. เช่น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, ศิริราชพยาบาล และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยส่วนใหญ่ใช้เทคนิคของเรียลไทม์พีซีอาร์ เนื่องจากทำได้รวดเร็ว ให้ผลแม่นยำ และเป็นเทคนิคที่ใช้กันแพร่หลายมานานแล้ว
       
       แต่เชื่อว่าเทคนิคหรือชุดตรวจที่ได้รับการพัฒนาขึ้นในวันนี้จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในอนาคตในด้านการตรวจวินิจฉัยโรคอุบัติใหม่ หรือเป็นต้นแบบของการพัฒนาเทคนิคและชุดตรวจแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพดียิ่งกว่าเดิม.
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
คำถาม
พืชเทคโนชีวภาพที่มีการปลูกคิดเป็นพื้นที่มากที่สุดในโลกขณะนี้คือ...?
  
ร่วมสนุกกับเราสิ!!

ร่วมสนุกลุ้นรับรางวัลจาก BBIC ฟรี!! จำนวน 10 รางวัล เพียงพิมพ์ชื่อ ที่อยู่ และ E-mail address ของคุณ ส่งคำตอบมาที่ safetybio@yahoo.com

เฉลยคำถามก่อนหน้า
เฉลย : ในปี 2554 มีประเทศที่ปลูกและนำเข้าพืชดัดแปลงพันธุกรรมทั่วโลกจำนวน 60 ประเทศ


Calendar
August 2014 September 2014
Thursday, August 21, 2014
Default Picture
Su Mo Tu We Th Fr Sa
Week 31 1 2
Week 32 3 4 5 6 7 8 9
Week 33 10 11 12 13 14 15 16
Week 34 17 18 19 20 21 22 23
Week 35 24 25 26 27 28 29 30
Week 36 31

Loading Clock...