Home arrow News Update arrow ข่าวในประเทศ arrow สนุกคิดกับ "กลวิทยาศาสตร์" เรียนรู้วิทย์ง่ายๆ ด้วยเกมกลแสนสนุก
Thursday, 07 May 2015
Home
About us
News Update
Previous News
Research
E-Learning
FAQs
Activity
Event
Newsletter
Advanced Search
Links
Contact us
ผู้เข้าชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 13 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ผู้เยี่ยมชม: 22513868

NEWS Update
 
Welcome to www.safetybio.agri.kps.ku.ac.th


ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ www.safetybio.agri.kps.ku.ac.th  หรือชื่อเว็บไซด์เดิมคือ www.safetybio.com แหล่งข้อมูลข่าวสาร และความรู้เกียวกับความปลอดถัยทางชีวภาพ พร้อมทั้งเป็นแหล่งกระจายความรู้เกียวกับเทคโนโลยีชีวภาพ 

เป้าหมายหลักของเราคือ เป็นสื่อกลางที่ส่งเสริมให้เกิดความรู้ความเข้าใจใน ความปลอดภัย ของเทคโนโลยีชีวภาพ
สนุกคิดกับ "กลวิทยาศาสตร์" เรียนรู้วิทย์ง่ายๆ ด้วยเกมกลแสนสนุก PDF พิมพ์
เขียนโดย admin   
Monday, 09 November 2009

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 6 พฤศจิกายน 2552 09:49 น.

กระทรวงวิทย์เปิดมิติใหม่แห่งการเรียนรู้โลกวิทยาศาสตร์ นำเสนอกลวิทยาศาสตร์ หวังกระตุ้นต่อมความคิดให้เด็กไทย ได้ทั้งสาระและความสนุกจากการเรียนรู้สิ่งรอบตัวด้วยเกมกลง่ายๆ เตรียมเผยแพร่ออกอากาศทางฟรีทีวีให้เข้าถึงเยาวชนทั่วประเทศ หวังไกลให้เด็กไทยโตเป็นผู้ใหญ่ที่คิดเป็นและคิดชอบ
       
       สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำเสนอมิติใหม่แห่งการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กและเยาวชน ด้วยเกมกลวิทยาศาสตร์ โดยจัดกิจกรรม กลวิทยาศาสตร์กับ สวทช. กระทรวงวิทยาศาสตร์ เมื่อวันที่ 5 พ.ย.52 ที่ผ่านมา ณ ห้องโถง ชั้น 1 กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ซึ่งมีนักเรียนระดับประถมศึกษาจากโรงเรียนสวนมิสกวันเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 100 คน
       
       พญ.ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและการเรียนรู้ของเด็ก สถาบันสร้างสรรค์ศักยภาพสมองครีเอตีฟเบรน กล่าวกับผู้สื่อข่าวและทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ว่า ในโลกปัจจุบันมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นมากมายที่ดึงดูดความสนใจของเด็กๆ ได้มากกว่าการเรียนการสอน ขณะที่เทคโนโลยีต่างๆ ก็ก้าวหน้าขึ้นอยู่เสมอ ซึ่งเราก็ต้องก้าวให้ทันกับสิ่งเหล่านั้น การศึกษาวิทยาศาสตร์จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเยาวชนไทยและจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ เพราะเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ล้วนพัฒนาขึ้นจากความรู้ด้านวิทยาศาสตร์
       
       "เด็กไทยมีความสามารถไม่แพ้ใครในโลก เห็นได้จากการที่เด็กไทยเข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติและคว้ารางวัลมาได้ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ หรือการแข่งขันประดิษฐ์หุ่นยนต์"
       
       "หากได้รับการกระตุ้นและส่งเสริมที่ดี ก็สามารถพัฒนาศักยภาพสมองของเยาวชนได้ ซึ่งเยาวชนเหล่านี้เป็นเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่ได้รับการส่งเสริม แต่หากเราอยากจะขยายโอกาสให้เด็กส่วนใหญ่ของประเทศมีศักยภาพทัดเทียมกัน ก็ต้องมีกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็กเพื่อลดข้อจำกัดของการเรียนในห้องเรียน และสภาวะสังคมในปัจจุบัน" พญ.ศันสนีย์ กล่าว
       
       พญ.ศันสนีย์ ให้ข้อมูลว่า เด็กแรกเกิดถึง 3 ปี สมองจะมีพัฒนาการเรียนรู้เรื่องภาษาเป็นหลัก และเมื่ออายุประมาณ 3 ปี ขึ้นไป สมองส่วนที่เป็นเหตุเป็นผลจะเริ่มพัฒนา เด็กจะเริ่มเกิดความสงสัย ตั้งคำถามต่อสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว ฉะนั้นจึงควรเริ่มส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ให้เด็กตั้งแต่อายุ 3 ขวบ เพราะเป็นช่วงที่เด็กกำลังอยากรู้อยากเห็น หากได้รับการกระตุ้นหรือสนับสนุน เด็กจะมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว โดยผู้ปกครองสามารถกระตุ้นการเรียนรู้ของลูกหลานได้ง่ายๆ ด้วยกิจกรรมที่สนุกและเป็นเรื่องใกล้ตัว
       
       นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและการเรียนรู้ของเด็กยังได้ให้ข้อเสนอแนะให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกันปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ โดยให้เริ่มเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล พร้อมทั้งจัดกิจกรรมการเรียนวิทยาศาสตร์นอกห้องเรียนให้มากขึ้น เพราะการเรียนวิทยาศาสตร์ที่ดีไม่ได้มีอยู่แค่เฉพาะในห้องเรียนอย่างเดียวเท่านั้น
       
       ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวกับผู้สื่อข่าวและทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ว่า กิจกรรมสนุกคิดกลวิทยาศาสตร์ ช่วยให้เยาวชนเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้อย่างสนุกสนาน ได้สาระความรู้จากสิ่งที่มีอยู่รอบตัว โดยกระตุ้นให้เด็กตื่นเต้นจากกลวิทยาศาสตร์ต่างๆ ทำให้เด็กเกิดความสงสัย อยากรู้ แล้วจึงเฉลยกลด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะช่วย กระตุ้นให้เกิดกระบวนการคิดแบบมีเหตุผล สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ และไม่จำเป็นว่าโตขึ้นจะต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่เป้าหมายสูงสุดคืออยากให้เยาวชนไทยเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่คิดเป็น คิดชอบ และใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา
       
       ด้านนางฤทัย จงสฤษดิ์ หัวหน้าฝ่ายสร้างความตระหนัก สวทช. ยกตัวอย่างกลวิทยาศาสตร์ที่สามารถช่วยพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ให้เด็กและเยาวชน อาทิ "ยิ่งคน...ยิ่งดูด ยิ่งตียิ่งแข็งแรง" เป็นการอธิบายว่าทำไมคนเราเมื่อติดอยู่ในทรายดูด ยิ่งดิ้นรนหนีก็ยิ่งถูกดูด โดยจำลองเหตุการณ์ด้วยการนำแป้งข้าวโพดมาผสมกับน้ำแล้วคนให้เข้ากัน จะพบว่า ยิ่งคน แป้งยิ่งดูด และยิ่งตีแป้ง แป้งจะเปลี่ยนสภาพจากของเหลวเป็นของแข็งได้
       
       ส่วนกลวิทยาศาสตร์ "ขวดดูดไข่" ทั้งที่ไข่ต้มฟองใหญ่กว่าปากขวด แต่ขวดก็สามารถดูดเข้าไปได้ เนื่องจากขวดแก้วเมื่อได้รับความร้อนจะขยายตัว และเมื่อนำไข่วางไว้บนปากขวด ทำให้อากาศผ่านเข้าออกไม่ได้ เมื่ออุณหภูมิเย็นลง ทั้งอากาศและขวดแก้วจะหดตัว ทำให้มีพื้นที่ว่างภายในขวดที่เปรียบเสมือนสุญญากาศและดูดไข่เข้าไปอยู่ในขวดได้
       
       นอกจากนี้ยังมีกลวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น เทียนพิศวงดูดน้ำได้, ไข่ลอยน้ำ, อาบน้ำให้ใบบัว, ปลาว่ายในขวด, อยู่ๆ น้ำหายไปไหนเนี่ย, ลูกโป่งพองลมได้โดยไม่ต้องเป่า, เสกน้ำเปลี่ยนสี และ รวมกันแล้วไม่เหนียว เป็นต้น โดย สวทช. จะนำเสนอกลวิทยาศาสตร์เหล่านี้ให้เยาวชนได้เรียนรู้ผ่านรายการ "สนุกคิด กลวิทยาศาสตร์" ซึ่งจะออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 ทุกเช้าวันเสาร์ เวลาประมาณ 07.00 น. เริ่มเสาร์ที่ 7 พ.ย. 52 และจะออกอากาศต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 1 ปี.

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
คำถาม
ดอกไม้ที่ได้รับการพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ชนิดแรกคือ...
  
ร่วมสนุกกับเราสิ!!

ร่วมสนุกลุ้นรับรางวัลจาก BBIC ฟรี!! จำนวน 10 รางวัล เพียงพิมพ์ชื่อ ที่อยู่ และ E-mail address ของคุณ ส่งคำตอบมาที่ safetybio@yahoo.com

เฉลยคำถามก่อนหน้า
เฉลย : พืชเทคโนชีวภาพที่มีการปลูกคิดเป็นพื้นที่มากที่สุดในโลกขณะนี้คือ ถั่วเหลือง 90.7 ล้านเฮคตาร์ รองลงมาคือ ข้าวโพด 55.2 ล้านเฮคตาร์ ฝ้าย 25.1 ล้านเฮคตาร์ และคาร์โนล่า 9 ล้านเฮคตาร์


Calendar
May 2015 June 2015
Thursday, May 07, 2015
Default Picture
Su Mo Tu We Th Fr Sa
Week 18 1 2
Week 19 3 4 5 6 7 8 9
Week 20 10 11 12 13 14 15 16
Week 21 17 18 19 20 21 22 23
Week 22 24 25 26 27 28 29 30
Week 23 31

Loading Clock...