Home arrow News Update arrow ข่าวในประเทศ arrow ข้าวนอกนา
Thursday, 27 November 2014
Home
About us
News Update
Previous News
Research
E-Learning
FAQs
Activity
Event
Newsletter
Advanced Search
Links
Contact us
ผู้เข้าชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 51 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ผู้เยี่ยมชม: 21678538

NEWS Update
 
Welcome to www.safetybio.agri.kps.ku.ac.th


ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ www.safetybio.agri.kps.ku.ac.th  หรือชื่อเว็บไซด์เดิมคือ www.safetybio.com แหล่งข้อมูลข่าวสาร และความรู้เกียวกับความปลอดถัยทางชีวภาพ พร้อมทั้งเป็นแหล่งกระจายความรู้เกียวกับเทคโนโลยีชีวภาพ 

เป้าหมายหลักของเราคือ เป็นสื่อกลางที่ส่งเสริมให้เกิดความรู้ความเข้าใจใน ความปลอดภัย ของเทคโนโลยีชีวภาพ
ข้าวนอกนา PDF พิมพ์
เขียนโดย สาลินีย์ ทับพิลา   
Thursday, 15 November 2007

กรุงเทพธุรกิจ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 09:00:00

ในบรรดาปัจจัยสี่ อาหาร ถูกจัดให้มีความสำคัญเป็นอันดับแรก และอันดับสุดท้ายคือยา แต่อนาคตสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตจะเหลือเพียงสามอย่าง หลังจากอาหารกับยาผนวกเป็นสิ่งเดียวกัน -สาลินีย์ ทับพิลา- รายงาน

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : หากเปรียบชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ นักปรับปรุงพันธุ์ข้าวน่าจะเทียบได้กับสมองของชาติที่พัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีคุณสมบัติหอม นุ่ม หุงขึ้นหม้อ ไม่ว่าจะเป็นหม้อดิน หม้ออะลูมิเนียม หรือหม้อไฟฟ้า

รู้กันดีว่า ข้าวเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน แหล่งวิตามินบี1 และบี2 มีแคลอรีสูง แต่ข้าวที่กำลังพูดถึงอยู่นี้เป็น "ข้าวนอกนา" ปลูกในแปลงทดลอง และถูกปรับปรุงให้มีความสามารถเหนือข้าวทั่วไป จะเรียกว่า ซูเปอร์ข้าว คงไม่ผิด

"งานวิจัยเพื่อปรับปรุงพันธุ์พืชส่วนใหญ่เน้นการเพิ่มผลผลิต เพิ่มความสามารถต้านทานโรคและแมลงศัตรูพืช ทำให้ได้ผลผลิตในปริมาณมาก เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร แต่ยังขาดการศึกษาเพื่อเพิ่มสารอาหารและแร่ธาตุต่างๆ ที่เป็นผลกระทบหลักต่อปัญหาสาธารณสุขในแต่ละประเทศ"

ดร.โฮเวิร์ต บัวส์ ผู้อำนวยการโครงการความร่วมมือวิจัยนานาชาติ "ฮาร์เวสต์พลัส" กล่าวในงานประชุมไบโอเอเชียที่กรุงเทพฯ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

นักเทคโนโลยีชีวภาพมองว่าแนวโน้มงานวิจัยและพัฒนาพืชพันธุ์เพื่อเพิ่มผลผลิตจะค่อยลดลงเรื่อยๆ แต่นักวิทยาศาสตร์จะให้ความสำคัญการปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อเพิ่มสารอาหารแก้ปัญหาสาธารณสุขของประเทศยากจน

ไม่เพียงแต่พืชเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์ต่างประเทศยังคิดหาทางพัฒนาพันธุ์สัตว์ให้มีผลผลิตที่คุ้มครองโรคภัยไข้เจ็บมนุษย์ได้ด้วย

เมื่อปี 2544 นักเทคโนโลยีชีวภาพจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ได้ทดลองเปลี่ยนแปลงยีนแพะให้สามารถผลิตนมที่มีคุณสมบัติเป็นวัคซีนป้องกันไข้มาลาเรีย แนวคิดดังกล่าวต้องการช่วยคนในประเทศยากจนสามารถเข้าถึงแหล่งวัคซีนป้องกันมาลาเรียได้ง่ายจากการดื่มนมแพะ และยังเป็นวัคซีนที่มีราคาถูกที่สุดเสียด้วย

ต่อมาเมื่อปีที่แล้ว นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเช่นกัน ได้ดัดแปรพันธุกรรมแพะให้มียีนผลิตเอนไซม์ต้านเชื้อแบคทีเรียเหมือนกับภูมิคุ้มกันที่พบได้จากนมแม่ โดยนักวิทยาศาสตร์หวังว่า หากงานวิจัยครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ เด็กสามารถดื่มนมแพะเพื่อป้องกันโรคท้องร่วงที่คร่าชีวิตเด็กทั่วโลกปีละ 2 ล้านราย

"ฮาร์เวสต์พลัส เป็นโครงการนานาชาติเพื่อวิจัยพันธุ์พืชเสริมสารอาหารให้กับประชากรในประเทศโลกที่สาม เริ่มทำงานมาตั้งแต่ปี 2546 โดยมีพืชเป้าหมายอยู่ 6 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี มันฝรั่งหวาน ถั่ว และมันสำปะหลัง โดยทำเป็น 3 ระดับคือ การพัฒนาพันธุ์ การทดสอบสารอาหาร และการแจกจ่ายสู่ประชาชน" ผู้อำนวยการโครงการฮาร์เวสต์พลัสกล่าว

หลังจากดำเนินงานวิจัยต่อเนื่องมา 4 ปี ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติสามารถปรับปรุงพันธุ์มันฝรั่งหวานเสริมวิตามินเอได้สำเร็จและยังแจกจ่ายให้เกษตรกรในบังกลาเทศทดลองปลูก 

ดร.โฮเวิร์ตกล่าวว่า ก่อนที่จะทำการพัฒนาพันธุ์พืช ทีมวิจัยจะศึกษาประชากรและลักษณะการใช้ชีวิตของประชากรเพื่อดูว่า ประชากรเหล่านั้นบริโภคพืชชนิดไหนเป็นหลัก และมีปัญหาสุขภาพหรือขาดสารอาหารด้านใด

"บังกลาเทศเป็นประเทศที่มีประชากรมาก แต่แหล่งอาหารจำพวกพืชและสัตว์มีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้ประชากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก ขาดสารอาหารทั้งวิตามินเอและแคลเซียม เราจึงพัฒนามันฝรั่งหวานซึ่งเป็นพืชหลักที่ปลูกในพื้นที่บังกลาเทศให้มีวิตามินเอสูง" ผู้อำนวยการฮาร์เวสต์พลัส กล่าว

แต่ปัญหาของมันฝรั่งวิตามินเอสูงก็ยังมีอยู่ เนื่องจากมันฝรั่งวิตามินเอสูงนี้มีสีส้มเหมือนแครอท ต่างจากมันฝรั่งที่ชาวบ้านกินเป็นประจำซึ่งมีสีขาว ทำให้นักวิจัยและเจ้าหน้าที่ของโครงการต้องทำงานหนัก พยายามให้ความรู้ความเข้าใจว่า มันฝรั่งสีส้มเป็นสีของวิตามินเอ ที่กินแค่ 100 กรัมก็ได้วิตามินเอเพียงพอกับที่ร่างกายต้องการใน 1 วัน

พืชประเภทต่อไปที่โครงการฮาร์เวสต์พลัสเตรียมศึกษาคือ ข้าวโพดสีส้ม โดยตั้งใจนำข้าวโพดพันธุ์พื้นเมืองของแอฟริกันมาผสมข้ามพันธุ์กับข้าวโพดสีส้มที่มีวิตามินเอสูง เพื่อที่จะนำไปปลูกเสริมสารอาหารให้กับคนแอฟริกัน

ข้าวเพิ่มเหล็ก-ลดเบาหวาน

 นักวิจัยไทยได้ปรับปรุงพันธุ์พืชเพิ่มคุณค่าอาหารเช่นกัน เริ่มจากข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักของคนในประเทศและประชากรโลก

ผศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร เจ้าของผลงานพัฒนาข้าวสินเหล็ก และข้าวไรซ์เบอร์รี่ เผยว่า แม้แนวโน้มงานวิจัยของโลกมุ่งเพิ่มสารอาหารลงในพืช เพื่อแก้ปัญหาการขาดสารอาหาร แต่ไทยเป็นประเทศส่งออก ไม่ใช่แค่ผลิตใช้เองภายในประเทศ

"การพัฒนาพันธุ์ข้าวในไทย แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือการพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออก และการพัฒนาเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ" ผศ.ดร.อภิชาติ ผู้อำนวยการหน่วยปฏิบัติการค้นหาและใช้ประโยชน์ยีนข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน กล่าว

นักปรับปรุงพันธุ์ยกตัวอย่างการพัฒนาข้าวที่มีกลิ่นหอม น่ากิน ทำให้สามารถขายได้ในราคาที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ในอนาคต คนไทยจะหันมาหาของเพื่อสุขภาพมากขึ้น ทำให้รูปแบบงานวิจัยเข้าสู่การเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้ข้าวมากขึ้น

นักวิจัยพบว่า ข้าวไทยเป็นแหล่งธาตุเหล็กและไอโอดีนสูง หลังจากทดลองนำข้าวที่มีธาตุเหล็กสูงหลากหลายพันธุ์มาผสมข้ามพันธุ์จนได้ข้าวที่มีปริมาณธาตุเหล็กตามที่วางไว้ แต่ยังไม่ได้ปริมาณไอโอดีนตามเป้า คาดต้องใช้เวลาอีก 3 ปี จึงจะได้ข้าวที่มีธาตุเหล็กและไอโอดีนในปริมาณที่เหมาะสม

ข้าวสินเหล็ก ถือเป็นหนึ่งตัวอย่างของพืชเสริมสารอาหาร (Biofortification Crop) ให้มีธาตุเหล็กสูงเหมาะกับชาวบ้านในชนบท ชาวเขา หรือผู้ที่กินมังสวิรัติ ที่ขาดธาตุเหล็ก

"สินเหล็กเป็นข้าวที่ทำการทดลองปรับปรุงพันธุ์แล้วได้ผลดี คือ มีปริมาณธาตุเหล็กตามที่เรากำหนดไว้ คือ 2.2-2.8 มิลลิกรัมต่อข้าว 100 กรัม นอกจากนี้ ยังพบว่ามีเนื้อแป้งที่ดี ทำให้รสชาติดีอีกด้วย" ผศ.ดร.อภิชาติ เจ้าของผลงานกล่าว

ข้าวสินเหล็กนี้ ได้นำไปทดสอบในกลุ่มเด็กที่มีภาวะขาดแคลนธาตุเหล็ก และโรคโลหิตจางที่โรงเรียนดอนจั่น เชียงใหม่ โดยให้แบ่งเด็กเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกกินข้าวสินเหล็ก กลุ่มที่สองกินข้าวทั่วไป ในระยะเวลา 8 เดือน เมื่อตรวจดูปริมาณเหล็กที่สะสมในร่างกายพบว่า เด็กที่กินข้าวสินเหล็กได้รับธาตุเหล็กมากกว่ากลุ่มที่กินข้าวทั่วไป

ปัจจุบัน ข้าวสินเหล็ก อยู่ระหว่างดำเนินการขอจดคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ณ กองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 นอกจากข้าวสินเหล็กแล้ว นักวิจัยไทยยังได้ปรับปรุงข้าวน้ำตาลต่ำ สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือคนที่ต้องจำกัดน้ำตาลในเลือด รวมถึงข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่มีวิตามินเอสูง สารต้านอนุมูลอิสระมาก ช่วยผู้ป่วยโรคหัวใจ เป็นการเพิ่มมูลค่าข้าว

อย่างไรก็ดี นักปรับปรุงพันธุ์ข้าวไทยก็มองเห็นว่า แนวทางของไทยถือว่ามาถูกทางและประสบความสำเร็จแม้จะเป็นตลาดเล็ก เนื่องจากงานวิจัยมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะพัฒนาอะไร ผู้บริโภคเป็นใคร จะยอมรับและนำไปบริโภคอย่างไร

"ในขณะที่เรามุ่งพัฒนาข้าวที่เหมาะกับคนไทยและความต้องการของตลาดต่างประเทศ ส่วนหลายประเทศ มุ่งไปที่ประเทศยากจน ขาดสารอาหาร ซึ่งผู้บริโภคส่วนมากไม่มีความรู้ความเข้าใจทางด้านคุณค่าทางโภชนาการ สุขภาพ หรือปัญหาใดๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากการบรรเทาความหิวโหยในแต่ละวัน ทำให้งานวิจัยบางชิ้นไม่ประสบความสำเร็จในหมู่ผู้บริโภคเท่าที่ควร" ผศ.ดร.อภิชาติอธิบาย

ข้าวทนน้ำ-ทนแล้ง

 ขณะที่งานวิจัยข้าวสินเหล็ก ข้าวน้ำตาลต่ำ และข้าววิตามินเอสูง เป็นงานวิจัยที่ช่วยเพิ่มมูลค่าข้าวให้กับเกษตรกร แต่ปัญหาที่ชาวนาไทยกำลังเผชิญอยู่แทบทุกปีกลับเป็นปัญหาสภาพดินฟ้าอากาศที่บางปีน้ำท่วม บางปีฝนแล้ง ยังไม่นับปัญหาดินเค็ม และแมลงศัตรูพืช

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ได้ปรับปรุงพันธุ์ข้าวหอมมะลิ105 ผสมกับพันธุ์ข้าวทนน้ำท่วมจากฟิลิปปินส์ สามารถทนน้ำท่วมได้ถึง 21 วันโดยที่ไม่ตาย และฟื้นตัวหลังน้ำท่วมได้ดีกว่าข้าวหอมมะลิ105 ทำให้ได้ผลผลิตเฉลี่ย 303 กิโลกรัมต่อไร่

ในขณะที่ข้าวหอมมะลิ105 ให้ผลผลิตเพียง 56 กิโลกรัมต่อไร่ ปัจจุบัน เมล็ดพันธุ์ข้าวทนน้ำท่วมได้มีการแจกจ่ายไปยังเกษตรกรแล้ว

ทีมวิจัยยังได้ปรับปรุงข้าวทนเค็ม เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถปลูกข้าวในพื้นที่ดินเค็มได้โดยไม่ต้องเสียต้นทุนปรับสภาพดิน และสามารถนำพื้นดินที่ทิ้งรกร้างมาใช้ประโยชน์ได้ด้วย

 ดร.เฉลิมพล เกิดมณี นักวิจัยห้องปฏิบัติการสรีรวิทยาและชีวเคมีด้านพืช หน่วยปฏิบัติการวิจัยกลาง ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ได้ให้คำปรึกษาแก่บริษัท เกลือพิมาย จำกัด ฟื้นฟูพื้นที่ดินเค็มบริเวณจังหวัดนครราชสีมา และพัฒนาพันธุ์ข้าวทนเค็ม

โดยร่วมกับศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี จนได้ข้าวพันธุ์ลูกผสมรุ่นที่ 4 ที่สามารถปลูกและเจริญงอกงามบนพื้นที่ดินเค็มที่ระดับความเค็ม 0.8-1%เกลือ และสามารถให้ผลผลิตได้ตามปกติ สร้างโอกาสและรายได้ให้กับเกษตรกรที่มีพื้นที่การเกษตรอยู่ในภาวะดินเค็ม

ผักจิ๋วแต่แจ๋ว

 "ผักจิ๋ว" กลายเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ใหม่ ที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสนใจ ดร.กมล เลิศรัตน์ นักปรับปรุงพันธุ์พืชจากศูนย์วิจัยปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า แนวโน้มการบริโภคผัก ผลไม้ของโลกกำลังจะเปลี่ยนไป นิยมของเล็ก กินแบบพอดีคำ พออิ่ม

"เทรนด์ผัก ผลไม้จิ๋ว มาจากแนวคิดการกินซูชิของญี่ปุ่น ที่กินเป็นคำๆ หลากไส้ หลายหน้า เนื่องจากคนเราต้องการกินของที่หลากหลาย ผักจิ๋วยังสะดวกสำหรับครอบครัวยุคใหม่ สามารถกินได้มื้อต่อมื้อ ไม่เหลือทิ้งไว้" ดร.กมลกล่าว

ศูนย์วิจัยปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยขอนแก่น กำลังดำเนินการวิจัยด้านนี้อยู่ ดร.กมลพยายามสร้างสายพันธุ์ข้าวโพดขนาดเล็กที่มีคุณภาพทั้งด้านรสชาติและความเหนียว นุ่ม และประสบความสำเร็จพัฒนาข้าวโพดขนาดกลางรสชาติดีที่มีเมล็ดสีแตกต่างกัน 3 แบบคือ ข้าวโพดเมล็ดสีขาว ข้าวโพดเมล็ดสีเหลือง และข้าวโพดแบบสลับสี แต่ยังไม่สามารถพัฒนาให้มีขนาดเล็กตามต้องการได้ทุกรุ่น

"ปัจจุบัน เราสามารถพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดขนาดกลางได้แล้ว แต่ยังต้องการที่จะพัฒนาให้ได้ในขนาดเล็ก แต่ผลการปรับปรุงพันธุ์ยังไม่แน่นอน จึงจำเป็นต้องคัดพันธุ์พ่อและพันธุ์แม่ให้ได้ข้าวโพดที่ปลูกแล้วได้ฝักเล็กแน่นอน ไม่ออกผลเป็นฝักใหญ่" นักวิจัยขอนแก่น เสริม

พืชผักขนาดเล็กกำลังเป็นที่นิยมและมีราคาสูง เช่น มะเขือเทศเชอร์รี่สีเหลือง (Summer Sun) ของอิสราเอล ที่ราคาเมล็ดพันธุ์สูงกว่าเมล็ดพันธุ์ปกติถึง 6 เท่า แต่ก็เป็นที่นิยมเพราะผลผลิตขายได้ในราคาแพง ผู้บริโภคนิยมและต้องการ หรือจะเป็นแครอทจิ๋ว (ทอฟฟี่แครอท) ขนาดเท่าอมยิ้ม รสชาติหวาน รับประทานสะดวก ก็เป็นของฮิตในสหรัฐ

"หากเราสามารถพัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืชให้มีขนาดเล็กลง คุณภาพ รสชาติดีขึ้น ที่สำคัญ คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน โอกาสที่จะเปิดตลาดใหม่เป็นไปได้สูง เพราะคนมีแนวโน้มที่จะกินของที่หลากหลาย ไม่ใช่กินอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วอิ่มเช่นในอดีต

อนาคต เราอาจจะเห็นผักขนาดพอดีคำ 4-5 อย่างวางในจานเล็กใบเดียว ซึ่งคนสามารถทานพร้อมกับอาหารประเภทอื่นได้ง่าย" นักปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดจากขอนแก่นกล่าวทิ้งท้าย
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
คำถาม
พืชเทคโนชีวภาพที่มีการปลูกคิดเป็นพื้นที่มากที่สุดในโลกขณะนี้คือ...?
  
ร่วมสนุกกับเราสิ!!

ร่วมสนุกลุ้นรับรางวัลจาก BBIC ฟรี!! จำนวน 10 รางวัล เพียงพิมพ์ชื่อ ที่อยู่ และ E-mail address ของคุณ ส่งคำตอบมาที่ safetybio@yahoo.com

เฉลยคำถามก่อนหน้า
เฉลย : ในปี 2554 มีประเทศที่ปลูกและนำเข้าพืชดัดแปลงพันธุกรรมทั่วโลกจำนวน 60 ประเทศ


Calendar
November 2014 December 2014
Thursday, November 27, 2014
Default Picture
Su Mo Tu We Th Fr Sa
Week 44 1
Week 45 2 3 4 5 6 7 8
Week 46 9 10 11 12 13 14 15
Week 47 16 17 18 19 20 21 22
Week 48 23 24 25 26 27 28 29
Week 49 30

Loading Clock...