Home arrow News Update arrow ข่าวในประเทศ arrow ข้าวนอกนา
Saturday, 23 May 2015
Home
About us
News Update
Previous News
Research
E-Learning
FAQs
Activity
Event
Newsletter
Advanced Search
Links
Contact us
ผู้เข้าชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 259 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ผู้เยี่ยมชม: 22903642

NEWS Update
 
Welcome to www.safetybio.agri.kps.ku.ac.th


ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ www.safetybio.agri.kps.ku.ac.th  หรือชื่อเว็บไซด์เดิมคือ www.safetybio.com แหล่งข้อมูลข่าวสาร และความรู้เกียวกับความปลอดถัยทางชีวภาพ พร้อมทั้งเป็นแหล่งกระจายความรู้เกียวกับเทคโนโลยีชีวภาพ 

เป้าหมายหลักของเราคือ เป็นสื่อกลางที่ส่งเสริมให้เกิดความรู้ความเข้าใจใน ความปลอดภัย ของเทคโนโลยีชีวภาพ
ข้าวนอกนา PDF พิมพ์
เขียนโดย สาลินีย์ ทับพิลา   
Thursday, 15 November 2007

กรุงเทพธุรกิจ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 09:00:00

ในบรรดาปัจจัยสี่ อาหาร ถูกจัดให้มีความสำคัญเป็นอันดับแรก และอันดับสุดท้ายคือยา แต่อนาคตสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตจะเหลือเพียงสามอย่าง หลังจากอาหารกับยาผนวกเป็นสิ่งเดียวกัน -สาลินีย์ ทับพิลา- รายงาน

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : หากเปรียบชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ นักปรับปรุงพันธุ์ข้าวน่าจะเทียบได้กับสมองของชาติที่พัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีคุณสมบัติหอม นุ่ม หุงขึ้นหม้อ ไม่ว่าจะเป็นหม้อดิน หม้ออะลูมิเนียม หรือหม้อไฟฟ้า

รู้กันดีว่า ข้าวเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน แหล่งวิตามินบี1 และบี2 มีแคลอรีสูง แต่ข้าวที่กำลังพูดถึงอยู่นี้เป็น "ข้าวนอกนา" ปลูกในแปลงทดลอง และถูกปรับปรุงให้มีความสามารถเหนือข้าวทั่วไป จะเรียกว่า ซูเปอร์ข้าว คงไม่ผิด

"งานวิจัยเพื่อปรับปรุงพันธุ์พืชส่วนใหญ่เน้นการเพิ่มผลผลิต เพิ่มความสามารถต้านทานโรคและแมลงศัตรูพืช ทำให้ได้ผลผลิตในปริมาณมาก เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร แต่ยังขาดการศึกษาเพื่อเพิ่มสารอาหารและแร่ธาตุต่างๆ ที่เป็นผลกระทบหลักต่อปัญหาสาธารณสุขในแต่ละประเทศ"

ดร.โฮเวิร์ต บัวส์ ผู้อำนวยการโครงการความร่วมมือวิจัยนานาชาติ "ฮาร์เวสต์พลัส" กล่าวในงานประชุมไบโอเอเชียที่กรุงเทพฯ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

นักเทคโนโลยีชีวภาพมองว่าแนวโน้มงานวิจัยและพัฒนาพืชพันธุ์เพื่อเพิ่มผลผลิตจะค่อยลดลงเรื่อยๆ แต่นักวิทยาศาสตร์จะให้ความสำคัญการปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อเพิ่มสารอาหารแก้ปัญหาสาธารณสุขของประเทศยากจน

ไม่เพียงแต่พืชเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์ต่างประเทศยังคิดหาทางพัฒนาพันธุ์สัตว์ให้มีผลผลิตที่คุ้มครองโรคภัยไข้เจ็บมนุษย์ได้ด้วย

เมื่อปี 2544 นักเทคโนโลยีชีวภาพจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ได้ทดลองเปลี่ยนแปลงยีนแพะให้สามารถผลิตนมที่มีคุณสมบัติเป็นวัคซีนป้องกันไข้มาลาเรีย แนวคิดดังกล่าวต้องการช่วยคนในประเทศยากจนสามารถเข้าถึงแหล่งวัคซีนป้องกันมาลาเรียได้ง่ายจากการดื่มนมแพะ และยังเป็นวัคซีนที่มีราคาถูกที่สุดเสียด้วย

ต่อมาเมื่อปีที่แล้ว นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเช่นกัน ได้ดัดแปรพันธุกรรมแพะให้มียีนผลิตเอนไซม์ต้านเชื้อแบคทีเรียเหมือนกับภูมิคุ้มกันที่พบได้จากนมแม่ โดยนักวิทยาศาสตร์หวังว่า หากงานวิจัยครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ เด็กสามารถดื่มนมแพะเพื่อป้องกันโรคท้องร่วงที่คร่าชีวิตเด็กทั่วโลกปีละ 2 ล้านราย

"ฮาร์เวสต์พลัส เป็นโครงการนานาชาติเพื่อวิจัยพันธุ์พืชเสริมสารอาหารให้กับประชากรในประเทศโลกที่สาม เริ่มทำงานมาตั้งแต่ปี 2546 โดยมีพืชเป้าหมายอยู่ 6 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี มันฝรั่งหวาน ถั่ว และมันสำปะหลัง โดยทำเป็น 3 ระดับคือ การพัฒนาพันธุ์ การทดสอบสารอาหาร และการแจกจ่ายสู่ประชาชน" ผู้อำนวยการโครงการฮาร์เวสต์พลัสกล่าว

หลังจากดำเนินงานวิจัยต่อเนื่องมา 4 ปี ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติสามารถปรับปรุงพันธุ์มันฝรั่งหวานเสริมวิตามินเอได้สำเร็จและยังแจกจ่ายให้เกษตรกรในบังกลาเทศทดลองปลูก 

ดร.โฮเวิร์ตกล่าวว่า ก่อนที่จะทำการพัฒนาพันธุ์พืช ทีมวิจัยจะศึกษาประชากรและลักษณะการใช้ชีวิตของประชากรเพื่อดูว่า ประชากรเหล่านั้นบริโภคพืชชนิดไหนเป็นหลัก และมีปัญหาสุขภาพหรือขาดสารอาหารด้านใด

"บังกลาเทศเป็นประเทศที่มีประชากรมาก แต่แหล่งอาหารจำพวกพืชและสัตว์มีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้ประชากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก ขาดสารอาหารทั้งวิตามินเอและแคลเซียม เราจึงพัฒนามันฝรั่งหวานซึ่งเป็นพืชหลักที่ปลูกในพื้นที่บังกลาเทศให้มีวิตามินเอสูง" ผู้อำนวยการฮาร์เวสต์พลัส กล่าว

แต่ปัญหาของมันฝรั่งวิตามินเอสูงก็ยังมีอยู่ เนื่องจากมันฝรั่งวิตามินเอสูงนี้มีสีส้มเหมือนแครอท ต่างจากมันฝรั่งที่ชาวบ้านกินเป็นประจำซึ่งมีสีขาว ทำให้นักวิจัยและเจ้าหน้าที่ของโครงการต้องทำงานหนัก พยายามให้ความรู้ความเข้าใจว่า มันฝรั่งสีส้มเป็นสีของวิตามินเอ ที่กินแค่ 100 กรัมก็ได้วิตามินเอเพียงพอกับที่ร่างกายต้องการใน 1 วัน

พืชประเภทต่อไปที่โครงการฮาร์เวสต์พลัสเตรียมศึกษาคือ ข้าวโพดสีส้ม โดยตั้งใจนำข้าวโพดพันธุ์พื้นเมืองของแอฟริกันมาผสมข้ามพันธุ์กับข้าวโพดสีส้มที่มีวิตามินเอสูง เพื่อที่จะนำไปปลูกเสริมสารอาหารให้กับคนแอฟริกัน

ข้าวเพิ่มเหล็ก-ลดเบาหวาน

 นักวิจัยไทยได้ปรับปรุงพันธุ์พืชเพิ่มคุณค่าอาหารเช่นกัน เริ่มจากข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักของคนในประเทศและประชากรโลก

ผศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร เจ้าของผลงานพัฒนาข้าวสินเหล็ก และข้าวไรซ์เบอร์รี่ เผยว่า แม้แนวโน้มงานวิจัยของโลกมุ่งเพิ่มสารอาหารลงในพืช เพื่อแก้ปัญหาการขาดสารอาหาร แต่ไทยเป็นประเทศส่งออก ไม่ใช่แค่ผลิตใช้เองภายในประเทศ

"การพัฒนาพันธุ์ข้าวในไทย แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือการพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออก และการพัฒนาเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ" ผศ.ดร.อภิชาติ ผู้อำนวยการหน่วยปฏิบัติการค้นหาและใช้ประโยชน์ยีนข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน กล่าว

นักปรับปรุงพันธุ์ยกตัวอย่างการพัฒนาข้าวที่มีกลิ่นหอม น่ากิน ทำให้สามารถขายได้ในราคาที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ในอนาคต คนไทยจะหันมาหาของเพื่อสุขภาพมากขึ้น ทำให้รูปแบบงานวิจัยเข้าสู่การเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้ข้าวมากขึ้น

นักวิจัยพบว่า ข้าวไทยเป็นแหล่งธาตุเหล็กและไอโอดีนสูง หลังจากทดลองนำข้าวที่มีธาตุเหล็กสูงหลากหลายพันธุ์มาผสมข้ามพันธุ์จนได้ข้าวที่มีปริมาณธาตุเหล็กตามที่วางไว้ แต่ยังไม่ได้ปริมาณไอโอดีนตามเป้า คาดต้องใช้เวลาอีก 3 ปี จึงจะได้ข้าวที่มีธาตุเหล็กและไอโอดีนในปริมาณที่เหมาะสม

ข้าวสินเหล็ก ถือเป็นหนึ่งตัวอย่างของพืชเสริมสารอาหาร (Biofortification Crop) ให้มีธาตุเหล็กสูงเหมาะกับชาวบ้านในชนบท ชาวเขา หรือผู้ที่กินมังสวิรัติ ที่ขาดธาตุเหล็ก

"สินเหล็กเป็นข้าวที่ทำการทดลองปรับปรุงพันธุ์แล้วได้ผลดี คือ มีปริมาณธาตุเหล็กตามที่เรากำหนดไว้ คือ 2.2-2.8 มิลลิกรัมต่อข้าว 100 กรัม นอกจากนี้ ยังพบว่ามีเนื้อแป้งที่ดี ทำให้รสชาติดีอีกด้วย" ผศ.ดร.อภิชาติ เจ้าของผลงานกล่าว

ข้าวสินเหล็กนี้ ได้นำไปทดสอบในกลุ่มเด็กที่มีภาวะขาดแคลนธาตุเหล็ก และโรคโลหิตจางที่โรงเรียนดอนจั่น เชียงใหม่ โดยให้แบ่งเด็กเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกกินข้าวสินเหล็ก กลุ่มที่สองกินข้าวทั่วไป ในระยะเวลา 8 เดือน เมื่อตรวจดูปริมาณเหล็กที่สะสมในร่างกายพบว่า เด็กที่กินข้าวสินเหล็กได้รับธาตุเหล็กมากกว่ากลุ่มที่กินข้าวทั่วไป

ปัจจุบัน ข้าวสินเหล็ก อยู่ระหว่างดำเนินการขอจดคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ณ กองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 นอกจากข้าวสินเหล็กแล้ว นักวิจัยไทยยังได้ปรับปรุงข้าวน้ำตาลต่ำ สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือคนที่ต้องจำกัดน้ำตาลในเลือด รวมถึงข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่มีวิตามินเอสูง สารต้านอนุมูลอิสระมาก ช่วยผู้ป่วยโรคหัวใจ เป็นการเพิ่มมูลค่าข้าว

อย่างไรก็ดี นักปรับปรุงพันธุ์ข้าวไทยก็มองเห็นว่า แนวทางของไทยถือว่ามาถูกทางและประสบความสำเร็จแม้จะเป็นตลาดเล็ก เนื่องจากงานวิจัยมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะพัฒนาอะไร ผู้บริโภคเป็นใคร จะยอมรับและนำไปบริโภคอย่างไร

"ในขณะที่เรามุ่งพัฒนาข้าวที่เหมาะกับคนไทยและความต้องการของตลาดต่างประเทศ ส่วนหลายประเทศ มุ่งไปที่ประเทศยากจน ขาดสารอาหาร ซึ่งผู้บริโภคส่วนมากไม่มีความรู้ความเข้าใจทางด้านคุณค่าทางโภชนาการ สุขภาพ หรือปัญหาใดๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากการบรรเทาความหิวโหยในแต่ละวัน ทำให้งานวิจัยบางชิ้นไม่ประสบความสำเร็จในหมู่ผู้บริโภคเท่าที่ควร" ผศ.ดร.อภิชาติอธิบาย

ข้าวทนน้ำ-ทนแล้ง

 ขณะที่งานวิจัยข้าวสินเหล็ก ข้าวน้ำตาลต่ำ และข้าววิตามินเอสูง เป็นงานวิจัยที่ช่วยเพิ่มมูลค่าข้าวให้กับเกษตรกร แต่ปัญหาที่ชาวนาไทยกำลังเผชิญอยู่แทบทุกปีกลับเป็นปัญหาสภาพดินฟ้าอากาศที่บางปีน้ำท่วม บางปีฝนแล้ง ยังไม่นับปัญหาดินเค็ม และแมลงศัตรูพืช

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ได้ปรับปรุงพันธุ์ข้าวหอมมะลิ105 ผสมกับพันธุ์ข้าวทนน้ำท่วมจากฟิลิปปินส์ สามารถทนน้ำท่วมได้ถึง 21 วันโดยที่ไม่ตาย และฟื้นตัวหลังน้ำท่วมได้ดีกว่าข้าวหอมมะลิ105 ทำให้ได้ผลผลิตเฉลี่ย 303 กิโลกรัมต่อไร่

ในขณะที่ข้าวหอมมะลิ105 ให้ผลผลิตเพียง 56 กิโลกรัมต่อไร่ ปัจจุบัน เมล็ดพันธุ์ข้าวทนน้ำท่วมได้มีการแจกจ่ายไปยังเกษตรกรแล้ว

ทีมวิจัยยังได้ปรับปรุงข้าวทนเค็ม เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถปลูกข้าวในพื้นที่ดินเค็มได้โดยไม่ต้องเสียต้นทุนปรับสภาพดิน และสามารถนำพื้นดินที่ทิ้งรกร้างมาใช้ประโยชน์ได้ด้วย

 ดร.เฉลิมพล เกิดมณี นักวิจัยห้องปฏิบัติการสรีรวิทยาและชีวเคมีด้านพืช หน่วยปฏิบัติการวิจัยกลาง ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ได้ให้คำปรึกษาแก่บริษัท เกลือพิมาย จำกัด ฟื้นฟูพื้นที่ดินเค็มบริเวณจังหวัดนครราชสีมา และพัฒนาพันธุ์ข้าวทนเค็ม

โดยร่วมกับศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี จนได้ข้าวพันธุ์ลูกผสมรุ่นที่ 4 ที่สามารถปลูกและเจริญงอกงามบนพื้นที่ดินเค็มที่ระดับความเค็ม 0.8-1%เกลือ และสามารถให้ผลผลิตได้ตามปกติ สร้างโอกาสและรายได้ให้กับเกษตรกรที่มีพื้นที่การเกษตรอยู่ในภาวะดินเค็ม

ผักจิ๋วแต่แจ๋ว

 "ผักจิ๋ว" กลายเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ใหม่ ที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสนใจ ดร.กมล เลิศรัตน์ นักปรับปรุงพันธุ์พืชจากศูนย์วิจัยปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า แนวโน้มการบริโภคผัก ผลไม้ของโลกกำลังจะเปลี่ยนไป นิยมของเล็ก กินแบบพอดีคำ พออิ่ม

"เทรนด์ผัก ผลไม้จิ๋ว มาจากแนวคิดการกินซูชิของญี่ปุ่น ที่กินเป็นคำๆ หลากไส้ หลายหน้า เนื่องจากคนเราต้องการกินของที่หลากหลาย ผักจิ๋วยังสะดวกสำหรับครอบครัวยุคใหม่ สามารถกินได้มื้อต่อมื้อ ไม่เหลือทิ้งไว้" ดร.กมลกล่าว

ศูนย์วิจัยปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยขอนแก่น กำลังดำเนินการวิจัยด้านนี้อยู่ ดร.กมลพยายามสร้างสายพันธุ์ข้าวโพดขนาดเล็กที่มีคุณภาพทั้งด้านรสชาติและความเหนียว นุ่ม และประสบความสำเร็จพัฒนาข้าวโพดขนาดกลางรสชาติดีที่มีเมล็ดสีแตกต่างกัน 3 แบบคือ ข้าวโพดเมล็ดสีขาว ข้าวโพดเมล็ดสีเหลือง และข้าวโพดแบบสลับสี แต่ยังไม่สามารถพัฒนาให้มีขนาดเล็กตามต้องการได้ทุกรุ่น

"ปัจจุบัน เราสามารถพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดขนาดกลางได้แล้ว แต่ยังต้องการที่จะพัฒนาให้ได้ในขนาดเล็ก แต่ผลการปรับปรุงพันธุ์ยังไม่แน่นอน จึงจำเป็นต้องคัดพันธุ์พ่อและพันธุ์แม่ให้ได้ข้าวโพดที่ปลูกแล้วได้ฝักเล็กแน่นอน ไม่ออกผลเป็นฝักใหญ่" นักวิจัยขอนแก่น เสริม

พืชผักขนาดเล็กกำลังเป็นที่นิยมและมีราคาสูง เช่น มะเขือเทศเชอร์รี่สีเหลือง (Summer Sun) ของอิสราเอล ที่ราคาเมล็ดพันธุ์สูงกว่าเมล็ดพันธุ์ปกติถึง 6 เท่า แต่ก็เป็นที่นิยมเพราะผลผลิตขายได้ในราคาแพง ผู้บริโภคนิยมและต้องการ หรือจะเป็นแครอทจิ๋ว (ทอฟฟี่แครอท) ขนาดเท่าอมยิ้ม รสชาติหวาน รับประทานสะดวก ก็เป็นของฮิตในสหรัฐ

"หากเราสามารถพัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืชให้มีขนาดเล็กลง คุณภาพ รสชาติดีขึ้น ที่สำคัญ คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน โอกาสที่จะเปิดตลาดใหม่เป็นไปได้สูง เพราะคนมีแนวโน้มที่จะกินของที่หลากหลาย ไม่ใช่กินอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วอิ่มเช่นในอดีต

อนาคต เราอาจจะเห็นผักขนาดพอดีคำ 4-5 อย่างวางในจานเล็กใบเดียว ซึ่งคนสามารถทานพร้อมกับอาหารประเภทอื่นได้ง่าย" นักปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดจากขอนแก่นกล่าวทิ้งท้าย
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
คำถาม
ดอกไม้ที่ได้รับการพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ชนิดแรกคือ...
  
ร่วมสนุกกับเราสิ!!

ร่วมสนุกลุ้นรับรางวัลจาก BBIC ฟรี!! จำนวน 10 รางวัล เพียงพิมพ์ชื่อ ที่อยู่ และ E-mail address ของคุณ ส่งคำตอบมาที่ safetybio@yahoo.com

เฉลยคำถามก่อนหน้า
เฉลย : พืชเทคโนชีวภาพที่มีการปลูกคิดเป็นพื้นที่มากที่สุดในโลกขณะนี้คือ ถั่วเหลือง 90.7 ล้านเฮคตาร์ รองลงมาคือ ข้าวโพด 55.2 ล้านเฮคตาร์ ฝ้าย 25.1 ล้านเฮคตาร์ และคาร์โนล่า 9 ล้านเฮคตาร์


Calendar
May 2015 June 2015
Saturday, May 23, 2015
Default Picture
Su Mo Tu We Th Fr Sa
Week 18 1 2
Week 19 3 4 5 6 7 8 9
Week 20 10 11 12 13 14 15 16
Week 21 17 18 19 20 21 22 23
Week 22 24 25 26 27 28 29 30
Week 23 31

Loading Clock...